Powered By Blogger

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557


เรียนชดเชยวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความรู้ที่ได้รับ

วันนี้เรียนเรื่อง การเขียนแผนการสอน ซึ่งกลุ่มของดิฉันได้หน่วย นม ซึ่งแบ่งแผนการสอนได้ดังนี้ ....
วันที่ 1.สอนเรื่อง ชนิดของนม
วันที่ 2.สอนเรื่อง ลักษณะของนม
วันที่ 3.สอนเรื่อง ประโยชน์และข้อจำกัด
วันที่ 4.สอนเรื่อง ที่มาของนม
วันที่ 5.สอนเรื่อง การประกอบอาหาร (แปรรูป)


หน่วยเรื่อง นม (MILK)



 สอนเรื่อง ลักษณะของนม 

ตัวอย่างการเขียนแผนวันที่ 2 ลักษณะของนม 

ขั้นนำ 

ครูและเด็กร่วมกันร้องเพลง ดื่มนม จากนั้นครูและเด็กร่วมกันสนทนาลักษณะของนมที่เด็กๆเคยเห็น

ขั้นสอน

1.ครูให้เด็กๆหาพื้นที่ให้ตัวเอง และครูกำหนดให้มุมห้อง 4 มุม เป็นนมแต่ละชนิด มีนมจืด นมเปรี้ยว นมสตอเบอรี่ นมช็อกโกแลต 
2.จากนั้นให้เด็กๆทำตามคำสั่งของครู โดยครูและเด็กจะร้องเพลงดื่มนม และสมมุติครูจะบอกว่าอยากจืด ก็ให้เด็กๆวิ่งไปที่มุมของนมจืด
3.จากนั้นให้เด็กๆมานั่งเป็นครึ่งวงกลม และครูก็นำนมชนิดต่างๆมาวางบนโต็ะ ให้เด็กๆสังเกตและชิมรสชาติของนมแต่ละชนิด 

ขั้นสรุป 
 ครุและเด็กร่วมกันสรุปลักษณะของนม

การทดลองหลังการสอน ลักษณะของนม 
ชื่อการทดลอง มหัศจรรย์นมเปลี่ยนสี Milk change

อุปกรณ์ 

1.นม
2.สีผสมอาหาร
3.จานกระดาษ
4.น้ำยาล้างจาน 





ขั้นตอนการทดลอง 

1.เทนมใส่จานกระดาษรอจนนมอยู่นิ่ง
2.นำสีผสมอาหารหยดลงตรงกลาง
3.จากนั้นนำน้ำนาล้างจานหยดลงตรงสีผสมอาหาร สังเกตการเปลี่ยนแปลง





ผลการทดลอง




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

การเขียนแผนการสอนให้เด็กปฐมวัยนั้นต้องมีความเหมาะสม เพื่อที่่เด็กจะได้ความรู้และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างแท้จริง และแผนการสอนของเพื่อนแต่ละกลุ่มนั้น เราสามารถนำไปใช้ในอนาคตได้อาจมีการปรับปรุงแก้ไขนิดหน่อยเพื่อให้เหมาะกับเด็กที่เราสอนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นได้ด้วย


ประเมินหลังการเรียนการสอน 

ตนเอง เข้าเรียนตรงเวลา มีความกระตือรือร้นในการเรียนตั้งใจฟังที่อาจารย์พูดและจดเนื้อหาเพื่อทำความเข้าใจ

เพื่อน  ถึงจะเป็นการเรียนชดเชยแต่เพื่อนๆก็ตั้งใจเรียนกันมาก ไม่ค่อยคุยกัน ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน

อาจารย์  อาจารย์สอนการเขียนแผนเป็นขั้นตอนดี ทำให้นักศึกษาสามารถเข้าใจได้ง่ายและมีการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาตอบและคิดวิเคราะห์มากขึ้น







บันทึกอนุทินครั้งที่ 9

บันทึกอนุทิน 
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557


วันนี้มีการนำเสนอของเล่นวิทยาศาสตร์

ของเล่นวิทยาศาสตร์ของดิฉันมีชื่อว่า.... ขวดผิวปาก Plostorgan




อุปกรณ์ที่ใช้ประดิษฐ์

1.ขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้ว 
2.คัตเตอร์ หรือ กรรไกร
3.ปากกาเมจิก 
4.ไม่บรรทัด
5.สีสำหรับตกแต่ง

ขั้นตอนการประดิษฐ์ 

1.นำขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้วมาลอกฉลากออก (ถ้ามี)
2.นำไม่บรรทัดมาวัดข้างขวดให้มีขนาด กว้าง 10 มม. ยาว 8 ซม. จากนั้นใช้ปากกาเมจิกวาดลงบนขวด
3.ใช้คัตเตอร์ตัดเป็นช่องตามลายที่วาดไว้
4.ใช้สีตกแต่งให้สวยงามตามใจชอบ
  

วิธีเล่น 

ให้นำขวดไปรับลม โดยหันให้ช่องเปิดอยู่ขนานกับทิศทางลมจะมีเสียงดังขึ้นเมื่อมีลมพัดผ่าน

หลักการวิทยาศาสตร์

ทำไมจึงมีเสียงเกิดขึ้น ....... หลักการทางวิทยาศาสตร์ของการเกิดเสียงของขวดผิวปากเป็นหลักการเดียวกับการเกิดเสียงของเครื่องเป่า เมื่อมีลมพัดผ่านช่องเปิดของขวดพลาสติก จะทำให้ผนังขวดเกิดการสั่น เสียงที่เกิดขึ้นจะเกิด การกำทอน ภายในขวดพลาสติกส่งผลให้เสียงดังเพิ่มขึ้น

การกำทอน Resonance

คือปรากฎการณ์การสั่นของวัตถุที่มีความถี่ของการสั่นเท่ากับความถี่ธรรมชาติ จะทำให้วัตถุนั้นมีการสั่นที่รุนแรงที่สุด การปรับเสียงลำโพง ถ้าปรับความถี่ของลำโพงไปตรงกับความถี่ธรรมชาติของลำอากาศจะทำให้ลำอากาศในหลอดสั่นรุนแรง จึงทำให้เกิดเสียงดังที่สุด


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

อนาคตในการสอนวิทยาศาสตร์แก่เด็กปฐมวัยนั้นการประดิษฐ์ของเล่นต้องเป็นขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เด็กๆสามารถช่วยกันทำได้ และทำให้เด็กเกิดความภูมิใจในผลงานของตัวเอง และเป็นการปลูกฝังให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ ว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเลย


การประเมินการเรียนการสอน

ตนเอง เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตื่นเต้นนิดหน่อยในการนำเสนอผลงาน

เพื่อน  เข้าเรียนตรงเลา มีความกระตือรือร้นในการนำเสนอผลงานของตัวเอง มีการนำเสนอผลงานที่หลากหลายและมีความน่าสนใจทุกผลงาน

อาจารย์  อาจารย์มีความสนใจในการนำเสนอผลงานของนักศึกษาและสอดแทรกเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้น 






บันทึกอนุทินครั้งที่ 8

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557



สอบกลางภาค 


วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557




ความรู้ที่ได้รับ ( Knowledge )

วันนี้ได้ทำของเล่นวิทยาศาสตร์จากแกนกระดาษทิชชู ซึ่งเป็นของเล่นที่ทำง่าย ขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อนและได้รับความรู้เรื่องของพลังงาน มีพลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลังงานสะสม ซึ่งเกี่ยวข้องกับของเล่นที่ทำกันวันนี้ ....

วัสดุอุปกรณ์ 

1. แกนกระดาษทิชชู
2. กรรไกร
3. กาว
4. ไหมพรม
5. สีสำหรับตกแต่ง
6. ที่เจาะกระดาษ
7.กระดาษเหลือใช้




ขั้นตอนการทำ Step by step

1.ตัดแบ่งครึ่งทิชชู บีบให้แบบสำหรับเจาะรู
2.นำที่เจาะกระดาษมาเจาะรูตรงกลางจะได้ 2 รู
3.ตัดไหมพรมประมาณ 1 เมตร และนำไปร้อยรูตรงแกนกระดาษทิชชูที่เจาะไว้ แล้วก็มัด
4.นำกระดาษมาตัดให้เป็นรูปวงกลมขาดเท่าแกนทิชชู พร้อมกับวาดรูปตามจิตนาการและตกแต่งให้สวยงาม
5.นำกระดาษที่ตกแต่งเสร็จมาติดที่แกนทิชชู

วิธีการเล่น
 
     นำของเล่นมาคล้องคอแล้วแล้วใช้มือทั้งสองจับที่ปลายไหมพรมขยับขึ้นลงไปมา สังเกตการเคลื่อนไหวของแกนกระดาษทิชชู
 
 ( Knowledge )

       พลังงานศักย์ +พลังงานจลน์ = พลังงานกล
เมื่อพลังงานในระบบคงที่ (พลังงานกล) คงที่แล้วพลังงานศักย์เพิ่มขึ้นพลังงานจลน์ลดลง แต่ถ้าพลังงานศักย์ลดลงพลังงานจลน์จะเพิ่มขึ้น **** Tick พอทำเชือกให้มีองศามากขึ้นแกนกระดาษทิชชูก็จะเคลื่อนที่ขึ้นลงเร็วขึ้น****

บทความวิทยาศาสตร์ (science article )
บทความที่ 1 สอนเด็กปฐมวัยเรียนวิทย์ เรื่อง "เป็ดกับไก่" 
             เป็นการใช้นิทานมาสอนเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานเสร็จตามเวลา การสอนก็จะทำขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุปบทความที่ 2 จุดประกายเด็กนอกกรอบ
             เด็กประดิษฐ์ของเล่นได้ด้วยตนเอง ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
บทความที่ 3 ส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก 
              เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นบุคคลที่ดูแลควรส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว
บทความที่ 4 สอนเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ 
             กรพตุ้นให้เด็กเชื่อมโยงความรู้ ความเปลี่ยนแปลง > ความแตกต่าง > การปรับตัว > การพึ่งพาอาศัยกัน
บทความที่ 5 สอนลูกเรื่องอากาศ
             สอนลุก อากาสเป็นสิ่งรอบตัว อากาศเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษยื อากาศช่วยในการหายใจ

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

             การสอนเด็กทำของเล่นวิทยาศาสตร์เน้นที่เด็กทำเองได้ ขั้นตอนไม่ซับซ้อนเพื่อกระตุ้นใให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรค์และจินตนาการ เด็กสามรถเชื่อมโยงความรู้ได้และสร้างทัศนติให้เด็กๆมองว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุกสนาน

การประเมินการเรียนการสอน

ตนเอง  เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจฟังอาจารย์และจดความรู้ที่อาจารย์ให้

เพื่อน  เพื่อนๆเข้าเรียนตรงเวลา และตั้งใจฟังอาจารย์มีการโต้ตอบสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างสนุกสนานให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี

อาจารย์  อาจารย์สอนทำของเล่นที่ทำง่าย และอธิบายความรู้ที่ทำให้เข้าใจง่าย และอาจารยืใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาสนใจการเรียนตลอดเวลาทำให้บรรยากาศการเรียนเป็นไปด้วยความสนุกสนาน
       
 

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่6

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6 
วันพฤหัสบดีที่ 25สิงหาคม 2557



ชื่อกิจกรรม "กังหันกระดาษ"(paper mill)
อุปกรณ์ Equipment
1.กรรไกร Scissors
2.กระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า Rectangle Paper
3.คลิปหนีบกระดาษ Paperclip

วิธีทำ How to
1.ตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
Cut a rectangle of paper
2.พับครึ่งกระดาษ
Paper folded in half
3.ตัดกระดาษจากปลายเข้าสู่ด้านในจนถึงครึ่ง
Cut the paper into the end of the half.
4.พับชายกระดาษฝังตรงข้ามแล้วเอาคลิปหนีบไว้
Fold the paper across the man then took the clip out.
5.ตกแต่งให้สวยงาม
Decorate


เด็กได้อะไรจากกิจกรรม
1.เด็กมีการคิดที่อิสระในการเล่น สร้างสรรค์การเล่นที่ว่าไม่ใช่แค่โยนแต่อาจขว้างหรือปาก็ได้
2.เด้กมีความคิดสร่ช้างสรรค์ในการตกแต่งใบพัด
3.เด็กได้ความรู้เรื่อง แรงต้านทาน Braking power แรงโน้มถ่วง Gravitation
4.เกิดความภูมิใจในผลงาน (ขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน)
5.เด้กได้ทดลองหาคำตอบด้วยตนเอง
6.เด็กได้ลงมือทำและตัดสินใจเองอย่างสนุกสนาน (วิธีการเรียนรู้)


บทความวิทยาศาสตร์ Science article
1.แสงสีกับชีวิตประจำวัน เราสามารถมองเห็นสีได้โดยอาศัยดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสีขาว มีแม่สีอยู่3 แม่สี คือสีแดง สีนำเงิน สีเขียว ส่วนสีต่างๆที่เรามองเห็นนั้นเกิดจากแม่สีทั้ง3สี มาผสมกัน
2.เงามหัศจรรย์ต่อสมอง เงาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับแสง การจัดประสบการณ์ให้เด็กเมื่อกลัวเงา จัดประสบการณ์ผ่านการเล่านิทาน ก็จะส่งผลให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อเงา และสนุกสนานในการเรียนรู้
3.สอนลูกเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เด็กได้เรียนรู้ถึงการพึ่งพาอาศัยกันของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
4.การเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย แบ่งการเรียนรู้เป็น 4หน่วย
หน่วยที่ 1 การสังเกตโลกรอบตัว
หน่วยที่ 2 การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้
หน่วยที่ 3 รูปทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง
หน่วยที่ 4 การจัดหมวดหมู่และการจำแนกประเภท
5.การทดลองวิทยาศาสตร์ ฝึกการคิดรวบยอด การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เรียนรู้ด้วยตนเอง การลงมือทำ=วิธีการเรียนรู้


เทคนิคการสอน
1.ทักษะการใช้คำถามปลายเปิด
2.การยกตัวอย่างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็ก
3.ทักษะการคิดวิเคราะห์และร่วมสรุปผลงานที่ประดิษฐ์


การประเมินการเรียนการสอน

ตนเอง เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจทำกิจกรรม มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตอบคำถาม

เพื่อน  เพื่อนๆตั้งใจทำกิจกรรมกังหันและช่วยกันหาคำตอบในสิ่งที่อาจารย์ถาม

อาจารย์  อาจารย์โดยให้เน้นให้นักศึกษาค้นหาคำตอบด้วยตนเองและจัดกิจกรรมประดิษฐืทำให้การเรียนการสอนไม่น่าเบื่อ



ความลับของแสง

แสง เป็นคลื่นชนิดหนึ่่งมีความยาวคลื่นสั้นมาก เคลื่อนที่ได้เร็ว 300,000 Km/s แสงเดินทางเป็นเส้นตรงไม่เปลี่ยนทิศทาง ถ้ารอบๆตัวเราไม่มีแสงสว่างเราจะมองไม่เฆ็นอะไรเลย

แสงส่องเข้ามาโดนวัตถุ ---แสงสะท้อนวัตถุเข้าตาของเรา---เราจึงสามารถมองเห็นวัตถุได้
*ตาของเราคือจอรับแสง

การหักเหของแสงคือ  การเปลื่อนทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง

เงา เป็นสิ่งที่คู่กับแสง เพราะเงาจะอยู่ตรงกันข้ามกับแสง

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5
วันพฤหัสที่ 18 กันยายน 2557

ชื่่อกิจกรรม "เธอกับฉันเราอยู่ด้วยกัน"
อุปกรณ์ Equipment
1.กรรไกร Scissors
2.ไม้เสียบ Wood
3.กระดาษ paper
4.เทปกาว Tape

วิธีทำ How to
1.ตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
Cut a rectangle of paper.
2.พับครึ่งกระดาษ วาดรูปที่สัมพันธ์กัน
Paper folded in half Draw a relative.
3.เอาไปเสียบและติดเทปกาวให้แน่น
Remove the plug and tape tightly.
4.ทดลงหมุนเร็วๆสังเกตการเปลียนแปลง
Quick test to observe the changes of conversion.



จากการทำกิจกรรม ได้ความรู้คือ เกิดจากการรับรู้ของสมองกับตาเป็นไปในทิศทางเดียวเพราะเราจะมองแต่ละภาพจนจำได้เมื่อหมุนไปหมุนมาเราก็จะจ้องภาพนั้นนานๆ ถ้ายิ่งเพิ่มความเร็วในการหมุนก็ยิ่งทำให้สายตาเราปรับไม่ทันและรับรู้เกิดเป็นภาพเดียวกัน


สิ่งที่เด็กได้จาการทำกิจกรรม
1.เด็กได้เรียนรู้ทักษะการสังเกต (observation)
2.เด็กได้เรียนรู้ภาพสามมิติ
3.เด็กได้เรียนรู้ถึงทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา(space and time)
4.เด็กสามารถทำได้เพราะมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อน



บทความวิทยาศาสตร์ (Science articles)
1.เด็ก ๆ อนุบาลสนุกกับ"สะเต็มศึกษา"ผ่านโครงงานปฐมวัย จัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก จากการสร้างผลงาน การฝึกกระบวนการคิด (Thinking process) การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา (Learning to solve problems)
2.โลกของเราดำเนินอยู่ได้อย่างไร ? เด็กปฐมวัยไขคำตอบในวันนักวิทยาศาสตร์น้อย 2556 เป็นการปลูกฝังวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย สอนให้เด็กตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
3.บ้านฉันเป็นค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่พ่อแม่สร้างค่ายวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้เรียนรู้ เพื่อปลูกฝังการรักวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก และตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เด็กได้ทักษะมากมาย เช่นการสังเกต การคิดแก้ปัญหา การตอบคำถามที่ตนเองสงสัย


เทคนิคการสอน(Teaching skill)
1.การใช้คำถาม
2.ทักษะการตอบคำถามที่ได้จากการคิดวิเคราะห์
3.การยกตัวอย่างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็ก
4.ทักษะการใช้เทคโนโลยี
5.ทักษะการสรุป

การประเมินการเรียนการสอน 

ตนเอง: เข้าเรียนตรงเวลา ให้ความร่วมมือให้การตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น

เพื่อน: เพื่อนตั้งใจทำกิจกรรม และร่วมกันตอบคำถามร่วมกันแสดงความคิดเห็นทำให้บรรยากาศในห้องเรียนสนุกสนาน

อาจารย์: อาจารย์เน้นสอนที่ให้นักศึกษาค้นหาคำตอบด้วยตนเอง มีการยกตัวอย่างจากสิ่งที่อยุ่รอบตัวทำให้เข้าใจง่าย








วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4

       บันทึกอนุทินครั้งที่่ 4
วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน 2557


      
         วันนี้เป็นวันที่ได้ออกไปเล่าบทความ รู้สึกตื่นเต้นและกังวลมาก บทความที่ดิฉันออกไปเล่าให้เพื่อนฟังมีชื่อว่า  อพวช.ผนึกพันธมิตรจัดงาน"วันนักวิทยาศาสตร์น้อย"หวังปลูกความรักวิทยาศสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย  จุดประสงค์ของงานก็เพื่อหวังปลูกความรักวิทยาศาสตร์ให้เด็กปฐมวัย ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆรอบตัวกับ 4 เรื่องราว ดิน น้ำ ลม ไฟ นายพิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์กาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ได้กล่าวในวันเปิดงานว่า ในยุคปัจจุบันการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ต้องพยายามพัฒนาศักยภาพของประชากรด้วยการศึกษา รวมทั้งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ จากผลการประเมินระดับนานาชาติ เช่น Programme for International Student Assessment : PISA พบว่า ความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ และประเทศไทยยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่จะขับเคลื่อนการพัฒนา ซึ่งปัญหานี้ ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งครูและผู้ปกครองต่างต้องตระหนักที่จะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน  แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือการสร้างทัศนคติและทักษะพื้นฐานที่ดีด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กวัยอนุบาล(3-6 ปี) เพราะเด็กวัยนี้จะมีความสามารถและการจดจำสูง เป็นวัยที่ต้องวางรากฐานที่ดี และทำให้เขาประทับใจในวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ อพวช.จึงได้ร่วมือกับ โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยและหน่วยงานทั้งภาครัตน์และเอกชน จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อปลูกฝังความรัก ความประทับใจในวิทยาศาสตร์ จากการเรียนรู้ สังเกต คิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในโลกของเรา

         มีบทความของเพื่อนอีก 3 บทความ ได้แก่
      บทความที่ 1 หลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย 
ครูปฐมวัยแสนเนื้อหามากเกินไปดดยผ่านการบอกเล่า มากกว่าที่จะให้เด้กเรียนรู้เองตามธรรมชาติในสิ่งที่เด็กอยากรู้อยากเห็น แต่ทั้งนี้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยจะมุ่งเน้นให้เด็กรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากกว่า
      บทความที่ 2 5 แนวทางการสอนเติม "วิทย์" ให้เด็กอนุบาล
พูดถึงแนวทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย มี5 แนวทาง 
1.ตั้งคำถามที่เด็กสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง
2.ออกไปหาคำตอบด้วยกัน
3.เมื่อขั้นที่ 2 สำเร็จ เด็กจะเอาสิ่งที่เขาค้นพบมาไปตอบคำถามของเขาเอง
4.นำเสนอสิ่งที่เขาตรวจสอบแล้ว
5.นำสิ่งที่เด็กค้นพบคำตอบบนั้น ไปเชื่อมโยงกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
      บทความที่ 3 สอนลูกเรื่องภาวะโลกร้อน ( Warming) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาวะโรคร้อน
 คือให้เด้กช่วยกันคัดแยกขยะ
        
     การนำไปประยุกต์ใช้
1.นำกิจกรรมบางกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนโดยกิจกรรมต้องทำคามความสนใจของเด็ก
2.ตั้งคำถามให้เด็กค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยผ่านกระบวนการณ์ทางวิทยาศาสตร์
  
     การประเมินหลังการเรียน

          ประเมินตนเอง : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกานเรียบร้อย วันนี้ตื่นเต้น และประหม่ามากเนื่องจากนำเสนอบทความหน้าชั้นเรียน
          ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจฟังตอนไปนำเสนอบทความ และร่วมตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นผ่านในห้องเรียน
          ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา และช่วยขยายความรู้ต่อจากบทความทำให้นักศึกษามีความเข้าใจในบทความที่นำเสนอมากขึ้น